ที่ทีมชาติไทย ถูกเชิญไปเล่นบอลโลก เมื่อ 88 ปีที่แล้ว

เป็นที่ทราบกันดีว่า พงศาวดารฟุตบอลในประเทศไทยนั้น ทีมชาติไทย
ถูกก่อตั้งเกิน 100 ปีแล้ว นับตั้งแต่ที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯ ก่อตั้ง คณะฟุตบอลสยาม ขึ้นในวันที่ 20 พฤศจิกายน
2458 หรือเมื่อประมาณ 103 ปี ที่แล้ว
จากนั้น สิบปีต่อมา วันที่ 23 มิถุนายน 2468 (ค.ศ. 1925)
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ ทีมชาติไทย หรือ
"คณะฟุตบอลสยาม" ได้สมัครเป็นสมาชิกสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า)
ตามหนังสือเชิญของ จูลส์ ริเมต์ ประธานฟีฟ่าชาวฝรั่งเศส ในขณะนั้น
ซึ่งนับเป็นชาติแรกของทวีปเอเชีย และเป็นลำดับที่ 37 ของโลก
เวลานั้น ยังไม่มีการแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่ง "ฟีฟ่า" ก็พยายามจัดการแข่งขัน
เวิลด์คัพ ครั้งแรกให้ได้ แต่ติดปัญหาไม่ลงตัวเรื่องของ "เจ้าภาพ"
แต่ได้เชิญทีมชาติต่างๆ ให้ร่วมวงศ์ไพบูลย์ ฟุตบอลโลก ครั้งแรก ไว้แล้ว
สี่ชาติในเอเชีย ที่ถูกเชิญนั่นคือ ทีมชาติไทย, Indes Neerlandaises
(หมู่เกาะอินเดียตะวันออกของดัตช์ หรือ อินโดนีเซีย ในปัจจุบัน), Japan (ญี่ปุ่น)
และ Philippines (ฟิลิปปินส์)
ช่วงเวลานั้น รัชกาลที่ 6 ได้มีการให้ ทีมชาติสยาม
แข่งขันฟุตบอลอุ่นเครื่องที่สวมลุมพินี ในงาน "สยามรัฐพิพิธภัณฑ์"
ซึ่งเป็นเสมือนงานแสดงสินค้า เพื่อบำรุงเศรษฐกิจ
และพาณิชยกรรมของประเทศ โดยมีการเชิญทีมชาติจากเอเชีย และ ยุโรป
มาร่วมแข่งขัน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ฟุตบอลโลกครั้งแรก
ทว่าช่วงปลายปีดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6
ทรงสวรรคต ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2468 ปีเดียวกับที่ทีมชาติไทย
สมัครเป็นสมาชิก "ฟีฟ่า" ซึ่งทำให้วงการฟุตบอลในประเทศไทยซบเซาลง
ประกอบกับเป็นช่วงหลังจากที่เพิ่งผ่านสงครามโลก ครั้งที่ 1 ด้วย
ทำให้เกิดการดุลข้าราชการออก เพราะงบประมาณที่จำกัด
และทำให้ต้องยุติการส่งทีมชาติไทย ไปแข่งขันฟุตบอลโลก ครั้งที่ 1
ที่จัดขึ้นได้สำเร็จในปี พ.ศ.2463 (ค.ศ.1930) ณ ประเทศอุรุกวัย

เนื่องจากการเดินทางที่ไกลถึงทวีปอเมริกาใต้ ต้องใช้เม็ดเงินสูงมาก
และใช้เวลาเดินทางด้วยวิธีเดินเรือสมุทรที่ยาวนานนับเดือน
สำหรับเหตุผลที่ ฟีฟ่า ตัดสินใจจัด ฟุตบอลโลกครั้งแรกที่ประเทศอุรุกวัย
ทั้งที่มีหลายประเทศมากที่ต้องการจัดการแข่งขัน โดยวิธีแฟร์ๆ ของฟีฟ่า คือ
ใครได้แชมป์ฟุตบอลโอลิมปิก เกมส์ 1928 ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์
จะได้จัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ครั้งแรก และเป็น อุรุกวัย เจ้าของเหรียญทอง
ที่ได้สิทธินั้นไปครอบครอง
ทั้งนี้ การยุติส่งทีมชาติไทย เข้าร่วมฟุตบอลโลกนั้น
เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้าเวิลด์คัพ ครั้งแรก เท่านั้น
เนื่องจากมีหลักฐานปรากฏว่า ปี 1930 ที่ฟุตบอลโลกแข่งกันครั้งแรก
ในเดือนกรกฎาคมนั้น
ทีมชาติไทย ได้เดินทางไปอุ่นเครื่องกับทีม "อินโดจีนฝรั่งเศส"
(รวมชาติเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ลาว เขมร ญวน) ที่เมืองไซง่อน หรือ
เมืองโฮจิมินห์ ซิตี้ ประเทศเวียดนาม ในปัจจุบัน ในช่วงเดือนเมษายน ปีดังกล่าว
และเอาชนะไปได้ 4-0 ซึ่งในเกมดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 7 ได้เสด็จทอดพระเนตรชมการแข่งขันด้วย
แล้วพอไม่ได้ไป ฟุตบอลโลก ครั้งแรก หลังจากนั้น ทีมชาติไทย
ก็ห่างหายไปจากวงการฟุตบอลโลกถึง 44 ปี ก่อนส่งทีมลงแข่งขัน รอบคัดเลือก
เวิลด์คัพ ครั้งแรก ในปี 1974 ที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งลงสนามทั้งหมด 4
เกมในรอบคัดเลือก และแพ้รวดทั้งสี่เกม เสียไป 13 ประตู โดยที่ยิงไม่ได้เลย
สำหรับประตูแรกของทีมชาติไทย เกิดในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ปี 1978
ในเกมพ่าย มาเลเซีย 4-6 จากผลงานของ เจษฎาพร ณ พัทลุง
หลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไมทีมชาติไทยถึงไม่ส่งทีมลงแข่งรอบคัดเลือก
ฟุตบอลโลก ในช่วงปี 1934-1970
นั่นเป็นเพราะ ทีมชาติไทย ในสมัยนั้น ถือว่าไม่แข็งแกร่งเอาซะเลย
แม้แต่ในกีฬาแหลมทอง (ซีเกมส์ ในปัจจุบัน) หรือการแข่งขันในระดับอาเซียน
ทีมชาติไทย ยังสู้ พม่า, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, เวียดนาม และ สิงคโปร์

ไม่ได้ด้วยซ้ำ ก่อนจะเริ่มมาแข็งแกร่งขึ้นในระดับอาเซียนได้ในช่วงหลังยุคปี
1980 เป็นต้นไป
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เอาไปอีกหนึ่งข้อมูลนะครับ สำหรับ
ผู้ตัดสินชาวไทยคนแรกในศึกฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายนั้น เป็นที่ทราบกันว่า คือ
"อ.อั๋น" ภิรมย์ อั๋นประเสริฐ ในศึกฟุตบอลโลก 1998 ที่ได้ตัดสินจำนวน 2 เกม
แต่ถ้าเป็น ผู้ตัดสินชาวไทย คนแรก ที่ได้ตัดสินฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกหละ คือ
ใคร??
นั่นก็คือ อาจารย์วิวัฒน์ มิลินทจินดา อดีตนักเตะทีมชาติไทย ชุดโอลิมปิก เกมส์
ที่เมลเบิร์น, ออสเตรเลีย ปี 1956 นั่นเอง โดยอาจารย์วิวัฒน์
เป็นผู้ตัดสินระดับฟีฟ่าคนแรกของเมืองไทย ที่ได้คัดเลือกให้ทำหน้าที่
เกมรอบคัดเลือก เวิลด์คัพ เมื่อปี 1965 ระหว่าง ทีมชาติพม่า กับ เกาหลีเหนือ
และก็เป็นเกาหลีเหนือชุดนี้แหละ ที่ได้ไปฟุตบอลโลก ปี 1966 ที่ประเทศอังกฤษ
และสามารถเอาชนะ ทีมชาติอิตาลี ได้ในรอบแรก ก่อนจะเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย
ไปแพ้ ทีมชาติโปรตุเกส 3-5 ซึ่ง ยูเซบิโอ ยิงคนเดียว 4 ประตูในเกมนั้น …

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *